บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี

คำแนะนำในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี

รูปภาพ
คำแนะนำในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี ผู้ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบซี ในช่วงที่กำลังรักษาโรคอยู่ หรือหากหายขาดจากโรคไวรัสตับอักเสบซีแล้ว ก็ควรมีการดูแลตัวเองที่ดีอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ร่างกายเจ็บป่วย และอาจก่อให้เกิดโรคไม่พึงประสงค์ตามมาอีกหรือมี อาการกำเริบของโรค เพิ่มเติม วันนี้ เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝาก ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หากรู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ ควร งดบริจาคเลือด โดยเด็ดขาด เพราะเชื้อนี้สามารถส่งต่อกันได้ผ่านการรับเลือด ควรแยกของใช้ส่วนตัวออกจากบุคคลในครอบครัว ในกรณีที่ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซียังใช้สารเสพติดอยู่ หากเลิกไม่ได้ ควรงดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น งดการสักหรือเจาะตามร่างกาย หรือเลือกใช้บริการจากร้านที่มีมาตรฐาน มีการฆ่าเชื้ออุปกรณ์เป็นอย่างดี หรือใช้อุปกรณ์ให้การสักหรือเจาะร่างกายแบบใช้แล้วทิ้ง งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อ ลดการทำร้ายตับ เนื่องจากมีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอยู่แล้ว ความรุนแรงในการเกิดโรคตับแข็งอาจเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าคนปกติ ไม่ควรทานอาหารเสริมหรือสมุนไพรอื่นๆ นอกเหนือจากยารักษาไวรัสตับอักเสบซี เพราะไม่อาจรู้ถึงส่วนประกอบของสิ่งเห...

ไวรัสตับอักเสบซี โรคนี้หายขาดได้

รูปภาพ
ไวรัสตับอักเสบซี ที่ถูกค้นพ บในปัจจุบัน มี 6 สายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ สายพันธุ์ที่ 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 สายพันธุ์ที่พบมากทั่วโลก คื อ สายพันธุ์ที่ 1 ส่วนสายพันธุ์ที่รักษาได้ยา กที่สุดในปัจจุบันคือ สายพันธุ์ที่ 3 ติดต่อได้หลายช่องทาง ทั้งจากการรับเลือดที่ไม่มี ประวัติคัดกรอง จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จากแม่สู่ลูก ทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ไวรัสตับอักเสบซีชนิดนี้ส่ว นมากมักเป็นแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยจะทราบว่าตัวเองติด เชื้อไวรัสตับอักเสบซีก็ต่อ เมื่อ บังเอิญตรวจสุขภาพ ประจ ำปีแล้วพบเชื้อ หรือร่างกายเริ่มแสดงอาการแ ทรกซ้อน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องด้านขวา ตับแข็ง อาเจียนเป็นเลือด ท้องมาน หรือเป็นมะเร็งตับแล้ว หากมีข้อสงสัยควรพบแพทย์ทัน ที "แม้ไวรัสตับอักเสบซีจะยังไ ม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน แต่ มียารักษาให้หายขาดแล้ว " สำหรับใครที่เคยรักษา ไวรัสต ับอักเสบซีหายขาด เป็นที่เรี ยบร้อยแล้ว คือ ตรวจหาไม่เจอ เชื้อไวรัสตับอักเสบซี รวมทั้งค่าตับ กลับมาเป็นปกต ิแล้วนั้น แต่ยังสงสัยอยู่ว่า เลือดของ คุณยังคงแสดงผลบวกของค่าไวร ัสตับอักเสบซีอยู่ และเกรงว่าจะทำให้แฟน หรือลู กติดเชื้อตามค...

ดูแลตนเองระหว่างรักษา ช่วยให้หายเร็วขึ้น

รูปภาพ
การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี เมื่อคุณติด ไวรัสตับอักเสบซี แล้ว นอกจากจะควรรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์ที่ดูแลเกี่ยวกับโรคตับ โรคทางเดินอาหารที่โรงพยาบาลทั่วไป ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ควรจะทาน ยาฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยตรงให้ตรงต่อเวลา ไม่ลืมโดยเด็ดขาด ดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อันจะเป็นสาเหตุให้ การทำงานของตับ แย่ลง ควรพักผ่อนนอนหลับให้เต็มที่ ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว น้ำที่ดีควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้องที่ไม่เย็นจัดจนเกินไป ปรึกษาเมนูอาหารที่ทานได้และที่ควรหลีกเลี่ยงกับแพทย์ผู้รักษา ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอแต่ไม่ควรหักโหม เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น ไม่ควรซื้อยาอื่นหรือสมุนไพรมารับประทานเอง และควรไปพบแพทย์ตามนัด อย่าให้ขาดเพื่อที่จะได้ตรวจเช็คความคืบหน้าในการรักษาว่าตรงตามเป้าหมายหรือไม่ เท่านี้ก็จะช่วยให้กระบวน การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี คืบหน้าและหายขาดได้เร็วขึ้น สนใจยารักษาไวรัสตับอักเสบซีติดต่อที่นี่ Line id: thaihcv

การตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซี

รูปภาพ
การตรวจสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบซี แรกเริ่มหากเราตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แล้ว แพทย์จะทำ การตรวจวินิจฉัยโรค เพิ่มเติม โดยเริ่มจากการตรวจการทำงานของตับ เพราะไวรัสตับอักเสบซีเกี่ยวข้องกับการอักเสบของตับโดยตรง การตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยการตรวจแบบ ANTI-HCV หากให้ผลบวก แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจริง และตรวจหา HCV-RNA เพิ่ม ซึ่งจะบอกถึงปริมาณของ ไวรัสตับอักเสบซี นอกจากนั้น การตรวจสายพันธุ์ของ ไวรัสตับอักเสบซี ด้วยว่าเป็นสายพันธุ์ที่เท่าไหร่ (1-6 สายพันธุ์) จะมีความสำคัญต่อการเลือกใช้ยา และระยะเวลาในการใช้ ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี จากนั้นควรมีการตรวจพยาธิสภาพของตับ เพื่อประเมินอาการอักเสบและพังผืดในตับ ทำได้โดยการเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ หรือใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับวัดปริมาณ พังผืดในเนื้อตับ สุดท้ายแพทย์จะทำการตรวจอัลตร้าซาวน์ และการตรวจเลือดหาสาร Alpha-Fetoprotein เพื่อประเมินภาวะตับแข็งและมะเร็งตับต่อไป ไวรัสตับอักเสบซี ไม่ติดต่อ สู่ผู้อื่นด้วยการ ✖️ จับมือ ✖️ กอด ✖️ จูบ ✖️ ทานข้าวร่วมกัน ✖️ ใช้ภาชนะร่วมกัน ✖️ ใช้ห้องน...

การตรวจยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

รูปภาพ
การตรวจยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี การตรวจยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (HCV viral load: HCV RNA-Quantitative) หากผลการตรวจได้ค่าน้อยกว่า 5,000 IU/ml แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี แต่ยังไม่รุนแรงมากและยังไม่เข้าเกณฑ์ได้รับการรักษาตามแนวทางกํากับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี ด้วยยา Peginterferon+Ribavirin และยาในกลุ่ม DAA (Sofosbuvir และ Sofosbuvir+Ledipasvir) เนื่องจากความรุนแรงของโรคไวรัสตับอักเสบซีจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ให้กลับมาตรวจ HCV viral load ซ้ําเพื่อติดตามดูปริมาณของไวรัสในปีถัดไปนับจากการตรวจครั้งล่าสุด 12 เดือนขึ้นไปค่ะ แต่หากผลการตรวจได้ค่าตั้งแต่ 5,000 IU/ml ขึ้นไปแสดงว่ามีการติดเชื้อ และเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการรักษาตามแนวทางกํากับการใช้ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีด้วยยา Peginterferon+Ribavirin และยาในกลุ่ม DAA (Sofosbuvir และ Sofosbuvir+Ledipasvir) ซึ่งในกรณีนี้ต้องมีการตรวจประเมินการรักษาพิจารณาตามแพทย์ในขั้นตอนต่อไป ในกรณีที่การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี (Anti-HCV) แล้วได้ผลเป็นบวก (positive) จะต้องทำการตรวจเลือดหาปริมาณ RNA ของไวรัสเพื...

ยาไวรัสตับอักเสบซีแบบรับประทานกับยาฉีดในโรงพยาบาล

รูปภาพ
ยาไวรัสตับอักเสบซีแบบรับประทานกับยาฉีดในโรงพยาบาล เพราะเหตุใด ทำไมยาชนิดเม็ด หรือยารักษา ไวรัสตับอักเสบซี แบบรับประทานถึงมีประสิทธิภาพดีกว่ายาฉีดรักษาแบบเดิมในโรงพยาบาล แถมไม่ค่อยมีผลข้างเคียงมากเท่ากับยาฉีด เพราะตัวยา Sofosbuvir  (โซฟอสบูเวียร์) นั้นเป็นตัวยับยั้งกระบวนการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสตับอักเสบซีโดยตรง เรียกง่ายๆ คือมันทำการโจมตีเพื่อฆ่าเชื้อไวรัสเท่านั้นไม่มีหน้าที่อื่นใด โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 3 เดือนหรือ 12 สัปดาห์ ในรายที่ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีมี ภาวะตับแข็ง ร่วมด้วยการรักษาอาจยาวนานมากกว่า 6 เดือนถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งนี้หากคุณอยู่ในช่วงรับประทานยารักษาไวรัสตับอักเสบซี ควรปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาอย่างเคร่งครัด รับประทานยาตรงเวลา มีการตรวจเช็คสภาพร่างกายอยู่เสมอ หากรู้สึกมีผลข้างเคียงใดๆ ที่ผิดปกติควรแจ้งแพทย์ทันที และไม่แนะนำให้ซื้อยาหรือสมุนไพร อาหารเสริมอื่นใดมาทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะการที่จะรักษาไวรัสตับอักเสบซีได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์จะต้องมีการวินิจฉัย ผลตรวจจากแพทย์อีกหลายขั้นตอน ดังนั้น หากตรวจพบแล้วควรรีบรักษาก...

ปวดท้องด้านขวาอย่างผิดปกติ

รูปภาพ
รู้สึกปวดท้องด้านขวาอย่างผิดปกติ โรคไวรัสตับอักเสบซี หากเริ่มมีอาการปวดท้อง ด้านขวา อย่างผิดปกติ โรคไวรัสตับอักเสบซีในระยะเริ่มต้น อาจก่อให้เกิดอาการปวดท้องด้านขวาอย่างรุนแรงได้ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดจาก เนื้องอกที่เป็นเข้าสู่ภาวะ มะเร็งตับ ได้เจริญเติบโตขึ้นในช่องท้อง และทำให้เกิดความดันในช่องท้องมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกปวดท้อง และอาการเจ็บที่ช่องท้องร่วมกับอาการ สะอึกเรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจพบอาการตับบวมโต ที่สามารถส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณไหล่ขวา เนื่องจากตับไปทับเส้นประสาทบริเวณกระบังลม ที่เชื่อมโยงกับระบบประสาทบริเวณไหล่ หากรู้ตัวว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอยู่แล้วควรทำการอัลตร้าซาวน์อย่างละเอียดก่อนเริ่มการรักษาด้วย สนใจยารักษาไวรัสตับอักเสบซีติดต่อที่นี่ Line id: thaihcv

การติดต่อของไวรัสตับอักเสบซี

รูปภาพ
สำหรับการแยกว่าอาการที่ป่ว ยเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดนั ้น ต้องใช้วิธีการตรวจทางห้องป ฏิบัติการจึงจะทราบ ทั้งนี้หากมีอาการของ โรคตับ อักเสบเรื้อรัง ก็มักจะเกิดจ ากไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือ ซี คนส่วนมากยังเข้าใจผิดกันอย ู่ว่าคนที่เป็นพาหะ ไวรัสตับ อักเสบ ไม่ใช่ผู้ป่วย เพราะไม่มีอาการ จึงไม่ตรวจประเมินอาการ แต่แท้จริงแล้วคนที่เป็นพาห ะ ถือว่าเป็นผู้ป่วยด้วย เพราะมีการทำลายตับอย่างต่อ เนื่อง เพียงแต่ยังไม่รุนแรงเท่ านั้น ดังนั้น ผู้ที่เป็นพาหะควรมาตรวจประ เมินเพื่อติดตามเป็นประจำทุ ก 6 เดือน เพื่ออัพเดทความเป็นไปของโร ค นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิ ดหลายประการเกี่ยวกับการติด ต่อของ ไวรัสตับอักเสบซี โดยคนเราไม่สามารถติดเชื้อไ วรัสตับอักเสบซีจากสถานการณ ์เหล่านี้ ได้แก่ การใช้ห้องน้ำร่วมกัน, การใช้ภาชนะในการรับประทานอ าหารและดื่มร่วมกัน, การไอ จาม จูบกอด, การว่ายน้ำในสระเดียวกัน, ยุง แมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้อง กันไวรัสตับอักเสบซี ที่ได้ผลเป็นที่ยอมรับ จึงควรระวังการติดเชื้อผ่าน ทางเลือดและเพศสัมพัทธ์ อาทิ ไม่ใช้มีดโกนหนวด ไม่ใช้อุปกรณ์สัก-เจาะร่วมก ันใช้ถุงยาง...

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแบบติดเชื้อเฉียบพลัน

รูปภาพ
เมื่อติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบซี  แล้วจะมีอาการอย่างไร? ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบบฉับพล ัน (acute infection) ส่วนมากจะไม่แสดงอาการอะไรอ อกมานะคะ ทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าได้ร ับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว  แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจพบอากา รไข้คล้ายเป็นโรค ไข้หวัดใหญ่  อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นต้น โดย 15% ของผู้ติดเชื้อจะสามารถหายไ ด้เองค่ะ โดยเฉพาะในเด็กที่อายุน้อยก ว่า 18 ปี จะมีการโอกาสพัฒนาของโรคน้อ ย และร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ ได้เอง แต่ 85% ของผู้ป่วยจะกลายเป็นการติด เชื้อเรื้อรัง (chronic infection) ซึ่ง 20% ของผู้ป่วยจะมีการอักเสบของ ตับ ซึ่งการดำเนินอาการของโรคค่ อยๆ รุนแรงขึ้น และภายในเวลา 10-30 ปี จะเกิดเป็นโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับ ทำให้ต้องเปลี่ยนถ่ายตับ และบางรายอาจเสียชีวิตได้เล ยนะคะ  โดยผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำจา กการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตั บอักเสบบี ผู้ติดเหล้า และผู้สูงอายุ จะมีความเสี่ยงที่โรคจะเกิด ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก จะเห็นว่าไวรัสตับอักเสบซีเ หมือนเป็นภัยเงียบ เพราะกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่ าติดเชื้อก็เมื่อมีการ...